น้ำมนต์พระพุทธเจ้า ตอบจบ

Print

น้ำมนต์พระพุทธเจ้า (ตอนจบ) เทศนาโดย พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย และบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลาย สำหรับวันนี้ผมก็ขอพูดเรื่องน้ำมนต์ของพระพุทธเจ้าต่อไป เรื่องราวของพระพุทธเจ้าก็มีอยู่ว่า หลังจากที่พระอานนท์ประพรมน้ำมนต์ ภูมิผีปีศาจหนีไปแล้ว แล้วก็ประตูต่าง ๆ มันเต็มไปหมด แต่ก็ไม่มีทางจะออก ผลที่สุดส่วนที่เหลือก็ดันกำแพงเมืองหมด พังไปแถบหนึ่ง เป็นอันว่าบ้านเมืองนั้นก็มีความสุข บรรดาอำมาตย์ข้าราชบริพารในเมืองนั้น เขาก็พากันจัดสถานที่เพื่อพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ทรงเทศน์ รัตนสูตร รัตนสูตร แปลว่า ยังไงนะ ก็ไปดูใน 7 ตำนาน แล้วก็ไปดูที่ท่านแปลไว้ หนังสือ 7 ตำนานแปล สวนมนต์แปล มีเป็นอันว่ามีผลดีแก่บรรดาประชาชนทั้งหลาย

เมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรทรงเทศน์โปรด เมืองไพสาลีเสร็จ ก็เสด็จกลับมาลงเรือ ตอนเสด็จกลับนี่ พระเจ้าเมืองไพสาลี ก็จัดเป็นพิเศษ เดิมทีเดียวจัดฉัตรพระพุทธเจ้า 4 ชั้น ก็นี่ล่อซะ 8 ชั้น จัดฉัตรเพื่ออรหันต์นี่เป็น 4 ชั้น แล้วก็ลงเรือมา

ต่อมาบรรดาพญานาคทั้งหลายก็อยากบูชาพระพุทธเจ้าบ้าง ก็ทรงอาราธนาพระพุทธเจ้าทรงนิมิตเรือทองคำบ้าง เรือแก้วมณีบ้าง อะไรต่ออะไรผมจะไม่พรรณนา สวยสดงดงามเป็นกรณีพิเศษ บรรดาเทวดาและพรหมก็ตั้งฉัตรกันเป็นชั้น ๆ เต็มจักรวาลไปหมด บูชาพระพุทธเจ้า ขอเล่าลัด ๆ

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงไปเทศน์ โปรดพญานาคพอสมควรแก่เวลา ประมาณ 3 วันก็เสด็จกลับ เวลาที่ลงเรือ พระเจ้าเมืองไพสาลีก็ลงมาส่งแค่คอ น้ำถึงคอเหมือนกัน กลับมา พระเจ้าพิมพิสารก็ลงไปรับพระพุทธเจ้าเหมือนกัน พระพุทธเจ้าก็เสด็จกลับเข้าไปใน เชตวันวิหาร ผมจะเล่าต่อไปดีไหม

ตอนนี้ก็ขอย้อนเรื่องน้ำมนต์เสียหน่อยหนึ่งขอรับ เรื่องน้ำมนต์นี่ บรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร ญาติโยมพุทธบริษัท เขายังเคารพนับถือกัน ผมน่ะเป็นคนไม่ขัดคอคน แต่พูดมาก ๆ ไม่ได้ เดี๋ยวไปชนเอาคนที่ขัดคอคนเข้า แต่ว่าผมก็ไม่มีเจตนาร้าย ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าผมยังเป็นคนโง่อยู่ ในเมื่อผมโง่ ผมก็ต้องยอมตาม ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้าเรื่อย ๆ ไป ผมถือว่ายังไง ๆ ก็ตาม ผมต้องดีไม่เหมือน พระพุทธเจ้าแน่ และความดีของผมก็ไม่ใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปด้วย ก็ขอเดินตามรอยไกล ๆ ท่านสักนิด ๆ เห็นรอยชัด เงา ๆ หน่อย ๆ ก็ดีแล้ว แค่แกะรอยตามพระพุทธเจ้า ในเมื่อพระพุทธเจ้าเองทรงจัดให้พระอานนท์ ทำน้ำมนต์ แล้วผมจะไปประณามคนทำน้ำมนต์ว่าเขาเลว นี่คือเป็นคนยอมรับน้ำมนต์ว่าเลว ผมก็จะเลวกว่าเขา ทั้งนี้เพระอะไร เพราะว่า ถ้าติว่าคนทำน้ำมนต์เลวทั้งหมด ก็ถือว่าติพระพุทธเจ้าด้วย ท่านเห็นด้วยไหม เพราะว่าในศาสนาของเรา พระพุทธเจ้าสั่งทำเป็นองค์แรก แล้วก็เป็นการบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณใกล้ครบปี พระองค์ทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ วันวิสาขบูชา แล้วก็เทศน์ธรรมจักร วันกลางเดือน 8 เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้านับแต่วันเทศน์ ธรรมจักรมาก็เกือบปี แต่วันบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณกลางเดือน 6 พอถึงใกล้กลางเดือน 8 ก็เรียกว่าปีเศษ ๆ อันนี้ผมก็ไม่ได้เขียนมา ผมจำจาก ธรรมบท มา เป็นอันว่าพระพุทธเจ้าทรงยอมรับนับถือการทำน้ำมนต์

แต่ผมก็ยอมอีกอย่างหนึ่งเหมือนกันว่า คนทำน้ำมนต์นี่ก็มีหลายประเภท ทำน้ำมนต์ดีก็มี ทำ น้ำมนต์ร้ายก็มี ฉะนั้นนิ้วไหนร้ายก็ตัดเฉพาะนิ้วนั้น อย่าไปว่ากันทั้งหมด อย่างว่าสมัยหนึ่ง ความจริงเรื่องทำน้ำมนต์ก็ดี พวกผีก็ดี พวกเจ้าก็ดี นี่ผมไม่ค่อยจะเชื่อกับเขา ในสมัยเมื่อผมยังไม่บวชนี่ ผมไม่เชื่อเอาจริง ๆ เรื่องทำน้ำมนต์นี่ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องบ้า ๆ บวม ๆ แต่ว่าในที่สุดผมก็กลายเป็นคนบ้าคนบวมเสียเอง ผมจะเล่าเรื่องของผมสักตอนหนึ่ง สมัยนั้นผมเป็นหนุ่ม ผมเป็นหนุ่มคือรูปร่างก็คงไม่เหมือนคนแก่ และลีลาของผมก็คงไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ไม่มีการสุภาพเรียบร้อย เพราะคนแก่คือไม่มีมารยา สมัยโน้นเป็นหนุ่มมารยามาก ต่อหน้าผู้ใหญ่ก็เหมือนกับผ้าพับไว้ ลับหลังผู้ใหญ่ก็เหมือนกับนุ่นปลิวลม แต่ว่ามีอันหนึ่งที่ผมปฎิบัติตามผู้ใหญ่เคร่งครัดนั่นคือไม่ดื่มสุราเมรัย ผมดื่มสุราไม่เป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว ในชีวิตนี้จริง ๆ ได้ดื่มสุราครั้งเดียว ไปเที่ยว งานฉลองรัฐธรรมนูญ พศ. 2476 ที่สนามหลวง มันหนาวจัดกลับบ้านไม่ได้ บ้านอยู่ฝั่งธนฯ สมัยนั้นไม่มีรถ มันมีแต่เรือ พอตี 2 หนาวจัด เพื่อนไปชวนดื่มเหล้า เขาบอกมันอุ่นดี ผมล่อเข้าไปก๊งครี่ง มันบาดคอบอกไม่ถูก ก็เลยบอกเพื่อนว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แกไม่ต้องชวนฉันกินเหล้าต่อไป เพราะมันไม่อร่อยเหมือนน้ำหวาน หลังจากตอนนั้นก็รู้สึกว่าก็เป็นหนุ่มธรรมดา ๆ 

มันมีสาวอยู่คนหนึ่งในตำบลหนึ่ง ๆ สาวคนนั้นแกสวยเด่นในตำบลจริง ๆ หลาย ๆ ตำบลสวยสู้แกไม่ได้ ทีนี้เจ้าเพื่อนของผมมันก็ไปติดพัน ไปรักสาวคนนั้น รู้สึกว่าตอมกันมาก ผู้หญิงคนเดียวนี่ ผู้ชายหนุ่มตั้งเยอะ บางทีมาแย่งกัน สาวเขาจะรู้ตัวหรือไม่รู้ ก็ไม่ทราบ ตีรันฟันแทงกัน อาการอย่างนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องของคนบ้า แล้วคนทั้งโลกก็เป็นคนเหมือนกัน ทำไมไปยื้อไปแย่งคนรัก แล้วการทะเลาะวิวาทกันจะมีหวังครองสาวคนนั้นรึเปล่าก็ยังไม่แน่ บางคนถูกปืนตายบ้าง ถูกแทงตายบ้าง บางคนเจ็บไปบ้าง มันไม่ได้เรื่อง เจ้าเพื่อนผมก็ยังไปรักสาวนั้นเหมือนกัน ผมก็ไม่ยุ่ง เพราะสาวมันไม่มีสาวเดียวอยู่ในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำบลนั้น ๆ ก็ไม่ได้มีสาวเดียว มันเกลื่อนกลาดไปหมด แล้วก็ย่อง ๆ ไปชอบคนอื่น เขาก็ยังได้ แล้วก็ไปย่องไปชอบคนที่เขาไม่แย่งกันสบาย หมายความว่า รถวิ่งคันเดียวมันสะดวกกว่ารถวิ่งหลายคัน แล้วมันไม่มีรถสวนทาง มีแต่รถว่างสะดวก แต่ว่าเหตุร้ายมันก็เกิดขึ้น

ต่อมาเวลาผ่านไปสักปีเศษ สาวคนนั้นผมเจอะแก ผมก็คุยธรรมดา ๆ ไม่เกี่ยวข้องอะไรทั้งหมด เธอก็คุยด้วยดี ต่อมาปีเศษ ๆ เอ้! ก็ชักนอนฝันถึงสาวคนนั้นเสียแล้ว มันเกิดอารมณ์รักขึ้นมาภายหลัง ทั้ง ๆ ที่ไม่คิดมาก่อน ก็มีการแปลกใจ ไอ้ความรักเกิดขึ้น ผมก็เป็นคนมีอารมณ์แปลกอยู่อย่างหนึ่ง คือถ้าผมเริ่มรักใคร ผมไม่ยอมให้ความรักมันฟาวล์ไปเฉย ๆ ความรักเกิดขึ้นเมื่อไรต้องมีผลเมื่อนั้น แล้วคนอย่างผมประเดี๋ยวเดียวผลมันก็เกิด มันเกิดจากตามความพอใจของทั้ง 2 ฝ่าย ก็แปลก พอเจ้าเพื่อน ๆ เห็นผมไปยุ่ง เขาก็ถอนตัวออก ไม่ขัดคอกันเรื่องนี้ เมื่ออารมณ์มันเกิด ผมก็บอกเพื่อนว่า เฮ้ย มันชักจไม่ดีซะแล้วนะ ข้าก็เริ่มรักซะมั่งแล้ว แกรักมาตั้งปีกว่าแล้ว ปล่อยให้ข้ารักมั่ง เขาก็ถอนตัว เป็นอันว่าในระหว่างเพื่อนไม่มีใครขัดคอ แต่คนอื่นเขาจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่ทราบ แต่ความรักในสาวไม่ใช่เป็นความรักครั้งแรกสำหรับผม ผมมันมีโรครักตลอดปีมาตั้งแต่อายุ 12, 13 เมื่อโรครักเกิดขึ้น ผลความรักก็มีตลอด

แต่ว่าสาวคนนี้แปลก มันรักผิดปกติ ถ้าวันไหนไม่ได้เห็นเธอ ใจมันไม่สบายจริง ๆ ซึ่งแปลกกว่าคนอื่นที่ผ่านมา ต่อมาเกิดมีความซึม การงานชักเนือยลง ไม่ได้ขี้เกียจ อีตอนเนือยลงไม่ใช่อะไร พอคิดถึงการงานก็เห็นหน้าสาวมาลอย ต่อมาท่านแม่แปลกใจในกิริยาที่เซี่องซึมลงไป ท่านก็พาไปหาท่านฆราวาส ท่านลุงคนหนึ่งท่านเป็นหมอน้ำมนต์ ท่านลุงนั้นก็ทำน้ำมนต์ ท่านใช้พิธีการหมอดูด้วย การหยดดอกเทียน พอหยดดอกเทียนลงไป ท่านบอก เอ้! นี่ถูกทำซะแล้วซิ ท่านก็หันมาถามว่า นี่คุณ ท่านเรียกคุณนะ ผมนึกอายท่านเกือบแย่ คุณ ไอ้ที่ซึมลงไป คุณนึกถึงผู้หญิงคนหนึ่งใช่ไหม ตามปกติผมก็ไม่ชอบพูดเท็จ บอกใช่ครับ แล้วผู้หญิงคนนั้นเดิมทีคุณไม่ได้เข้าไปยุ่งใช่ไหม ผมก็บอกใช่ครับ เพราะเพื่อนเขารักอยู่ แล้วทำไมคุณไปยุ่งกับเขาล่ะ ตอนนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมหาทางหลีกมาตลอด แต่มันก็หลีกไม่พ้น ผลที่สุดก็เข้าไปชนจนได้ ท่านก็บอก คุณนี่ถูกคนเขาทำเข้าเสียแล้ว ท่านบอกว่า คุณนี่ถูกคนเขาทำ

ผมนึกในใจว่า ลุงนี่พูดอะไรก็พูดถูกหมด อีตอนนี้ไม่ถูกแน่ คนอย่างผมจะถูกทำทำไม หนึ่งผมไม่ได้ร่ำรวย ไม่อยู่ในฐานะร่ำรวยพอที่คนจะถูกทำให้ไปรัก และประการที่ 2 ไม่ใช่คนสวย แล้วก็ประการที่ 3 ผมก็ไม่มีเสน่ห์ในลีลาเจ้าชู้ หรือไม่มีปัญหาเจ้าชู้กับเขาเลย ก็บอกกับท่าน บอกเขาจะทำผมทำไมครับ ประเภทนี้คนที่ไปรักสาวคนนั้น มันดีกว่าผมตั้งเยอะ ฐานะเขาก็ดีกว่า รูปร่างหน้าตาเขาสวยกว่า อะไรก็ทุกอย่างผมสู้เขาไม่ได้

แล้วท่านลุงก็บอกว่า คุณมีอยู่อย่างหนึ่งที่คุณไม่เหมือนคนอื่นคือ หนึ่งคุณไม่กินเหล้าเมายา สองคุณไม่เกกมะเหรกเกเร มีความสุภาพเรียบร้อย อีตอนนั้นเรียบร้อยจริง ๆ สงบเสงี่ยม เพราะมันเป็นมายา ผู้ใหญ่เขาก็ชอบ เมื่อผู้ใหญ่ชอบเขาก็หนุนผู้น้อยให้ชอบบ้าง ไอ้ผู้น้อยนี่เขาก็ชอบคุณมานาน เขาสนใจคุณ แต่ว่าคุณไม่สนใจเขา เขาก็ต้องหาคนช่วย

ถามว่า เขาใช้อะไรครับ บอก เขาใช้ผี เลยถามว่าทำอย่างไร ความจริงพูดไปก็ไม่เชื่อ ถ้าผีมันมายุ่งกับเราจริง ผีมันก็ต้องทำให้เราเห็นตัวบ้าง นี่ความโง่ของผม แต่ผมก็ไม่ปฎิเสธก็นั่งฟังท่าน ท่านบอกเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าลุงรดน้ำมนต์ 3 วันไม่มีผล ก็เป็นอันว่าคำพูดของลุงไม่มีความหมาย เธอ ไม่ต้องเชื่อลุงต่อไปตลอดชีวิต นี่คราวนี้ถ้าเธอไม่ได้คุณ เห็นเราล่อเธอเข้าแล้ว ผมก็เป็นคนอยากพิสูจน์ นี่ผมก็ลอง เอา รดก็รดครับ

ท่านบอก เอ้า! ต่อแต่นี้ไปตั้งใจ นึกถึงพระพุทธเจ้า ผมก็นึกถึงพระพุทธเจ้า ให้นึกถึงอะไร ผมนึกตามหมด โดยมากท่านให้นึกถึงพระ ขอให้พระก็ดี เทวดาก็ดี พรหมก็ดี เทวดาที่ปกครองรักษาตัวก็ดี กำจัดโรคร้ายออกจากใจเดี๋ยวนี้ แล้วท่านก็รดน้ำมนต์ น้ำมนต์ของท่านรดไม่มาก รด 3 ขัน ท่านว่า มึม มำ มึม มำ ตอนนั้นผมไม่รู้เรื่องเลย แต่ว่าพอมาบวชเข้าเลยทราบ ท่านล่อ รัตนสูตร นี่เอง แต่ท่านสวดอยู่ขันละ 3 รอบ จบแล้วก็ราดหนึ่งที ตักทีหนึ่งท่านสวดขันละ 3 รอบ ด้วยความเคารพ ท่าท่างน่าเคารพมาก พอ 3 ครั้ง อาการเบา ความมึนเริ่มคลายดตัว ไอ้ความซึมเริ่มค่อยคลายไป มีความกระปรี้กระเปร่า

วันที่ 2 มารับไปรดอีก อีคราวนี้นึกถึงสาว น้อยไปนิดหนึ่ง มันนึกบัางแต่ก็เฉย ๆ จิตไม่ซึม กระปรี้กระเปร่า พอวันที่ 3 ผ่านไป นึก เอ้! ความรักสลายตัวเลย มานึกขึ้นมาได้ว่า เอ้! ไอ้สาวคนนี้นี่เพื่อนเขารักอยู่ เราก็ไปยุ่งกับแก ดีไม่ดี ถ้าแกมีท้องขึ้นมาต้องเป็นพ่อเด็ก

นี่บรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรที่มี เขาบอกว่ามีพระราชาคณะองค์หนึ่ง บอกว่า ไอ้ลิงดำนี่มัน บวชเณรกับหลวงพ่อปานตั้งแต่เล็ก ๆ ท่านก็เรียกไอ้ลิง ๆ อันนี้ไม่ถูกนะครับ ผมไม่ได้บวชเณรแต่เล็ก ๆ ผมบวชพระนี่ ผมเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนานี่ ผมเป็นพ่อคนได้แล้ว ผมฝึกความเป็นพ่อคนมาตั้งหลายปี ดีนะที่ไอ้ผีจัญไรมันไม่ดันเกิดมาเป็นลูก ถ้าเกิดมาเป็นลูก ผมไม่ได้บวชหรอก ถ้าเป็นลูกรายเดียวก็ช่าง ถ้าเป็นลูกหลาย ๆ สิบรายก็เสร็จเลย ไม่มีอะไรให้ลูกกิน นี่ความศักดิ์สิทธิ์ของน้ำมนต์ที่ผมพบ

อีกจุดหนึ่ง ผมไปเป็นนาคที่ วัดบางนมโค นาคคือคนจะบวช เขาต้องอยู่วัดฝึกสวดมนต์ ฝึกเจริญกรรมฐาน ฝึกจิปาถะ ฝึกสวดมนต์สวดพรไป สัพพีติโย การจะกินข้าว การจะห่มผ้า การจะกินเภสัช เวลาของพระทั้งหมด เขาฝึกก่อนก่อนบวช ไม่ใช่อยู่ ๆ ก็โดดเข้าไปบวชโครมแบบนี้ ลงนรกหมด

ตอนที่หลวงพ่อปาน ท่านก็เป็นหมอน้ำมนต์ ยาของท่านมี 2 ขนาน ใบมะกากับหญ้าแพรก ถ้าคนนั้นไม่มีครรภ์ ไม่ปวดหัว ให้กิน ใบมะกากับข่า แล้วก็รดน้ำมนต์ กลางคืนก็สับ ให้คนนั่งเหยียดเท้ามาหาท่านเป็นแถว ท่านก็มีขอน อ้า! มีเขียงไม้อยู่อัน ท่านเป็นหมอสับโป๊ก ๆ เดี๋ยวก็ดิ้นตูมตาม ตูมตาม เอิ๊ก ๆ อ๊าก ๆ ผมดูแล้วก็แปลกใจ แต่ว่าไม่กล้าเถียง ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะโดนมาครั้งหนึ่งแล้ว

มาวันหนึ่ง (วันนี้เหนื่อยหน่อยครับ) มาวันหนึ่งมีเด็กสาวคนหนึ่ง อายุประมาณ 15 เห็นจะได้ 14-15 เป็นสาวรุ่นมาก คนเขาหามกะร่องกระแร่ง เขาหามกันมาเลย มาถึง หลวงพ่อปาน นั่งอยู่ มีคนมาหาสัก 200 กว่า ผมนั่งใกล้ๆ ท่านเรียกเข้าไป บอกนี่ ไอ้เด็กคนนี้ถูกทำมาอย่างหนัก ถูกคุณคนเลยนะ มันจะตาย เอ็งไปรดน้ำมนต์ให้มันทีเถอะ ผมก็เลยถามท่านว่า ผมจะว่าคาถาอะไรครับ ผมทำไม่เป็น ท่านก็บอกไม่ต้องว่า น้ำมนต์ฉันทำไว้แล้ว แล้วก็จับเด็กคนนั้นไปนอน มันนั่งไม่ได้ มันนอน ผมก็รด น้ำมนต์ น้ำมนต์ตุ่มเบ้อเร่อ ก็รดไป รดไปสัก 2-3 ขัน แกดิ้นตึงตัง ตังตัง ตึงตัง โอ้ย ไอ โอ้ย ไอ ดิ้นไปดิ้นมาได้ ลุกขึ้น ดิ้นตีโป๊ก ตีเป๊ก ไม่มีอะไร หลวงพ่อปานบอก รดเข้าไป รดเข้าไป ไม่เห็นว่าคาถาอะไร รดมารดไป รดไปรดมา แกฉีกเสื้อ แกเจ็บหนักหน้าอก แกฉีกเสื้อ ขาดหมด อีตอนนี้ซิดี ความเป็นหนุ่มไม่โผล่มาตอนนั้นน่ะนะ แต่คนยืนดูกันหลายสิบคน คนที่นั่งคุยกับ หลวงพ่อปาน ลุกมาล้อมหมด เป็นอันว่าคนวงใหญ่เลย ทีแรกหลายสิบคนมาเป็นร้อย

หลวงพ่อปาน ท่านก็นั่งยิ้ม ๆ เอารดเข้าไป รดเข้าไป รดไปรดมา เธอดิ้นไปดิ้นมา ทุบอกทุบใจ ผลที่สุดฟุบ ฟุบก้มลงไปข้างหน้า หลวงพ่อปาน บอกรดเข้า รดเข้า ทีนี้ได้ผล รดเข้า รดเข้า ผมก็มีหน้าที่รดอย่างเดียว ก็รดดะ ประเดี๋ยวเดียวเธอฟุบนิ่งเฉย ท่านก็บอกรดเข้า รดเข้า หนัก ๆ เข้าเธอลุกขึ้นมา มีดโต้เล่มเบ้อเร่อหล่นเป้งมาจากอก

ถ้าบังเอิญเธอใส่เสื้ออยู่ เขาก็จะหาว่าเธอซุกเข้ามาในเสื้อ มีดโต้เล่มนั้นใหญ่มาก ผูกสายสิญจน์เป็นสายตราสังมาคล้ายผี พอมีดโต้หล่นจากอก ท่านก็สั่งให้รดใหญ่ เด็กคนนั้นก็นอนลงอีก พอนอนลงปประเดี๋ยวเดียวเธอก็ลุกขึ้น อาการสลัดหน้าสลัดตา เขาถามเป็นอย่างไรบ้าง เธอบอกสบายแล้ว เขาก็ถามว่า เมื่อกี้นี้เป็นอย่างไร เธอบอกมันเจ็บ ๆ หน้าอกเหลือเกิน การฟุบไปเกือบจะขาดใจตาย แต่พอมีดหล่นมันหายเป็นปลิดทิ้ง อย่างนี้เขาเรียกคุณไสย

ทีนี้การทำน้ำมนต์ของ หลวงพ่อปาน เท่าที่ผมทราบ ท่านก็ใช้บท รัตนสูตร ด้วยบารมี 30 เหมือนกับพระอานนท์ ทำไม่ผิด แต่ว่าเวลามาทีหลังได้ทราบลีลาการทำน้ำมนต์ของท่าน ท่านยึด รัตนสูตรเป็นสำคัญ แสดงว่าท่านว่าเป็นภาษาบาลี แล้วก็ท่านก็แปลด้วย แปลมาเป็นภาษาไทย กล่าวคำอาราธนาชัด ๆ ด้วยความตั้งอกตั้งใจจริง

นี่แหละบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทชายหญิง เรื่องทำน้ำมนต์ที่ดีเขามีแล้ว ก็คนที่ทำน้ำมนต์ที่เลวก็มี สักแต่ว่าทำ บางรายไม่รู้เรื่องไม่รู้ราว รดแล้วเอาน้ำมนต์ไปรดคนไข้ถึงตายไปก็มี อันนี้ก็ อย่างนี้ที่เขาประณามก็ถูก แต่ว่าถ้าจะประณามกันดะไปนี่มันก็ไม่ถูก ก็เหมือนกับพระเราเหมือนกัน ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนานี่ ตาม อุทุมพริกสูตร ที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า บุคคลยังเพ่งเล็งจริยาของบุคคลอื่นบ้าง ติเตียนบุคคลอื่นบ้าง ยกตนข่มท่านบ้าง ถือตัวเกินไปบ้าง อย่างนี้เป็นต้น อย่างนี้เป็นอุปกิเลส ยังเข้าไม่ถึงสะเก็ดความดีที่เราสอน

ถ้าบุคคลใดไม่สนใจในจริยาของบุคคลอื่น ไม่เพ่งเล็งบุคคลอื่น ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่มีความประมาท เรียกว่าไม่มีความประมาท มีจริยาดี มีความสงบ ใคร่ครวญเฉพาะประพฤติของตัว อย่างนี้ขึ้นชื่อว่าเข้าถึงสะเก็ดความดีที่ตถาคตสอน แล้วบุคคลใดไม่ทำลายศีลในตนเอง ไม่ยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นทำลายศีล ไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่น ทำลายศีลแล้ว สามารถระงับนิวรณ์ 5 ได้ ตามต้องการ จิตทรงฌาน มีอารมณ์ทรงพรหมวิหาร 4 เป็นปกติ ชื่อว่าเป็นผู้ทรงฌานโลกีย์ อย่างนี้ถือว่าเข้าถึงเปลือกความดีที่พระองค์ทรงสั่งสอน ถ้าบุคคลใดทำจุตูปปาตญาณให้เกิดขึ้น เห็นคนและสัตว์รู้ได้ทันทีว่า คนและสัตว์นี้ ก่อนเกิดมาจากไหน คนตายไปแล้วไปอยู่ที่ไหน อย่างนี้ถือว่าเข้าถึงแก่นความดีของพระองค์สอน แต่เป็นแก่นขั้นฌานโลกีย์

ต่อไปทบทวนความดีนี้ให้ทรงตัว ทำวิปัสสนาญาณ ถ้ามีบารมีแก่กล้าจะตัดกิเลส เป็นสมุจเฉทปหาน ได้ภายใน 7 วัน ถ้ามีบารมีอย่างกลางจะตัดกิเลสได้หมดภายใน 7 เดือน ถ้ามีบารมีอย่างอ่อนจะตัดได้หมดภายใน 7 ปี

บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน คนที่ดีต้องดีตามนัยที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ถ้ายิ่งเป็นพระ เป็นเณรที่กำลังฟังอยู่เวลานี้ จำให้มาก ส่วนใดที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอุปกิเลส ส่วนนั้นอย่าให้เกิดขึ้นในใจ ความจริงมันก็ต้องเกิด ถ้ามันเกิดมันเกิดในใจ ระงับมันไว้อย่าให้มันไหลออกจากปาก อย่าเที่ยวไปว่า ไปนินทาชาวบ้านชาวเมืองเขา เพระอะไร เพราะว่าถ้าคนดี ดูคนดีอย่งพระพุทธเจ้าไม่เคยนินทาใคร พระอรหันต์ทั้งหลายที่ท่านดี ท่านก็ไม่นินทาใคร ทีนี้ถ้าหากว่าเราจะนินทาเป็นเพียงใด ความเลวก็ยิ่งมีแก่เราเพียงนั้น

เอาล่ะ บรรดาท่นพุทธบริษัททุกท่น วันนี้เราพูดถึงเรื่องการนินทา แต่ว่าการที่เราจะถูกนินทา ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า นัตถิ โลเก อนินทิโต คนไม่ถูกนินทาเลยไม่มีในโลก แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ถูกนินทาย่ำแย่เหมือนกัน แต่ว่าท่านไม่สนใจ ท่านเฉยเป็นอุเบกขารมณ์

เอาล่ะ บรรดาท่านพุทธบริษัท สัญญาณบอกหมดเวลาปรากฎแล้ว ก็ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี. ๚ะ

สามารถค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
      ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=25&A=73&Z=154 
 รายละเอียดมีมาใน อรรถกถารัตนสูตร ในขุททกปาฐะ
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=7