yahoobaidugoogleaolamazon
Warning: session_start(): Cannot send session cookie - headers already sent by (output started at /home1/bmc/public_html/index.php:1) in /home1/bmc/public_html/libraries/joomla/session/session.php on line 423

Warning: session_start(): Cannot send session cache limiter - headers already sent (output started at /home1/bmc/public_html/index.php:1) in /home1/bmc/public_html/libraries/joomla/session/session.php on line 423

Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home1/bmc/public_html/index.php:1) in /home1/bmc/public_html/libraries/joomla/session/session.php on line 426

Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home1/bmc/public_html/index.php:1) in /home1/bmc/public_html/templates/ja_kyanite_ii/libs/ja.template.helper.php on line 119
เด็กดื้อ : กามนิต

เด็กดื้อ : กามนิต

Print

เด็กดื้อ : กามนิต 


เมื่อ พระพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรมจบลงแล้ว กามนิต ชายอาคันตุกะคงนั่งนิ่งอยู่นาน ดวงจิต เกิดปั่นป่วนรวนเร ด้วยความสนเท่ห์สงสัยหนักใจหลายพันนัย ถอนหายใจยาวกล่าวถามว่า “ท่านได้อธิบายถึงความที่ภิกษุยังเมื่อได้มีชีวิตอยู่ว่าควรจะตัดความทุกข์เสียได้มากพออยู่แล้ว ก็แหละเมื่อร่างกายผู้นั้นจมลงในห้วงแห่งความตาย กลับคืนไปสู่สภาพซึ่งเป็นธาตุเดิม นับแต่นั้นไปเทวดาและมนุษย์หรือตลอดจนธรรมดาก็ไม่เห็นเขาอีก แต่ท่านยังมิได้กล่าวให้แจ้งว่า ผู้นั้นตายแล้ว เป็นอย่างไรต่อไป และ เรื่องสวรรค์ อันเป็นสถานบรมสุขที่ผู้ได้ขึ้นไปอยู่จะไม่รู้จักตาย ข้าพเจ้ายังไม่ได้ฟังสักน้อย ก็ พระพุทธเจ้าไม่ตรัสเรื่องนี้บ้างดอกหรือ?
                   “เป็นดั่งนั้น เป็นดั่งนั้น ภราดา พระศาสดามิได้รับรองเรื่องนี้เลย
                   “เช่นนั้นก็หมายความว่า พระพุทธเจ้าไม่ทรงทราบ เรื่องอัน สำคัญที่สุดแห่งบรรดาเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมด เป็นอันไม่ดีไปกว่าข้าพเจ้า
                   ท่านเห็นเช่นนั้นหรือ? ดูก่อนอาคันตุกะ จงฟังหน่อย ณ ป่าประดู่ลายในจังหวัดโกสัมพี ท่านกับวาสิฏฐีให้ปฏิญญากันว่าจะครองสัตย์ไว้เป็นนิรันดร และสัญญาว่าจะได้พบปะกันอีกที่บนสวรรค์แดนสุขาวดี ณ ที่นั้น สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าเคยอยู่ วันหนึ่งพระองค์ออกจากป่าไม้ประดู่ลาย กำใบประดู่ลายไปด้วยตรัสกะบรรดาสาวก ว่า
                   “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อัน ใบไม้ที่เรากำไว้นี้ กับ ใบไม้ที่อยู่ในป่าโน้น ข้างไหนจะมากกว่ากัน?”
                    บรรดาสาวกทูลตอบทันทีว่า “ใบไม้ในพระหัตถ์ มีจำนวนน้อยกว่า ที่อยู่ในป่าโน้น พระเจ้าข้า”
                    พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความจริงก็เช่นนั้น สิ่งที่เราตถาคตได้เห็นแจ้งแล้ว แต่มิได้แสดงให้แก่พวกท่านย่อมมีมากกว่าที่ได้แสดงแล้ว มีอุปมาเหมือนใบประดู่ลายที่อยู่ในมือเรา กับที่มีอยู่ในป่าฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เป็นไฉนเราจึงไม่แสดงให้ฟังทั้งหมด? ก็เพราะ
                   ไม่เป็นสาระประโยชน์เพื่อความหลุดพ้น
                   ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
                   ไม่เป็นไปเพื่อความเย็นใจ
                   ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ
                   ไม่เป็นไปเพื่อความรู้แจ้ง
                   ไม่เป็นไปเพื่อความตื่นเต้นเต็มที่ และในที่สุดก็
                   ไม่เป็นไปเพื่อนิรพาน”
                   กามนิต “ถ้าพระศาสดาได้ตรัสดั่งนั้น ในป่าประดู่ลายใกล้กรุงโกสัมพี เรื่องก็ซ้ำร้ายหนัก เพราะถ้าเช่นนั้น ก็หมายความว่าที่ พระองค์ทรงนิ่งเสีย ไม่แย้มพรายเรื่องสวรรค์ คงเพื่อจะ ไม่ให้สาวกเกิดความท้อถอย ว้าเหว่ใจ ในการพยายามหาความหลุดพ้นเพื่อความสูญ นั่นเอง ข้าพเจ้าคิดเห็นว่า ที่ไม่ทรงอธิบายคงเป็นด้วย ลัทธิความประสงค์ ดั่งที่ท่านแสดงมาชัดแจ้งอยู่แล้ว ก็เมื่ออินทรีย์ทั้งหกเป็นของไม่เที่ยง ไม่มีอาตมันตวัตนควรละวางเสีย เพราะล้วนเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ดั่งนี้จะมี ชิ้นอะไรเหลืออยู่ อีกเล่า ที่จะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวกันต่อไป ๆ ข้าแต่ท่านอริยะตามหลักลัทธิที่ท่านแสดงให้ฟังนี้ ข้าพเจ้าจะต้องเข้าใจว่าภิกษุผู้พ้นแล้วจากบาปมลทินทั้งสิ้น ย่อมตกเป็นเหยื่อแห่งความสูญ ในเมื่อร่างกายสลายแล้ว คือ ตายแล้วก็สูญไปเท่านั้น ไม่มีความเกิดความเป็นอีก
                   “ดูก่อนอาคันตุกะ ท่านได้บอกเราแล้วมิใช่หรือว่าภายในหนึ่งเดือน ท่านจะไปเฝ้า แทบพระบาทมูลพระพุทธเจ้า ณ เชตวัน จังหวัดสาวัตถี?”
                   “ข้าพเจ้าหวังไว้เช่นนั้น ท่านผู้เจริญ เหตุไฉนท่านจึ่งถาม?”
                   “กระนั้นเมื่อท่านได้เฝ้าแทบบาทมูลพระศาสดา ท่านจะคิดว่าอย่างไร เมื่อได้เห็นรูปกาย? และเพียงอาจถูกต้องพระกาย เท่านั้นหรือ ที่รู้ว่า พระองค์คือพระพุทธเจ้า?”
                   “หามิได้ ท่านผู้เจริญ”
                   “หรือบางที เมื่อพระศาสดาตรัสกะท่าน ตัวท่าน รู้สึกด้วยใจและความที่ตัวท่านเห็นขึ้นในดวงจิต นั้น เข้าใจว่าเป็น พระพุทธเจ้า หรือ?”
                   “หามิได้ ท่านผู้เจริญ”
                   “ถ้าเช่นนั้น รูปและนาม หรือ กายและใจ รวมกัน คือ พระพุทธเจ้า หรือ?”
                   “ข้าพเจ้าไม่เห็นเช่นนี้เลย ท่านผู้เจริญ”
                   “ถ้าเช่นนั้น ท่านคิดหรือเปล่าว่าพระพุทธเจ้ามีความเป็นอยู่นอกเหนือจาก พระกายหรือพระมนัส หรือว่านอกเหนือทั้งสองประการ?” สหายความเห็นของท่านดั่งนี้หรือ?”
                   “พระพุทธเจ้า ตามที่ข้าพเจ้าคิดเห็น ย่อมเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากสิ่งที่กล่าว ภาวะแห่งพระองค์ ไม่พึงเห็นได้จากสิ่งเหล่านี้”
                   “เช่นนั้น ถ้ากายอันมีลักษณะที่จะให้เกิดความรู้ขึ้นได้ยังไม่เห็นเหตุให้ท่านรู้ว่าพระพุทธเจ้าแล้ว ก็มีอำนาจอย่างอื่นอะไรอีก ที่จะทำให้ท่านเห็นแจ้งในพระองค์?”
                   “ท่านผู้เจริญ อำนาจอื่นดั่งที่ว่า ข้าพเจ้ายอมรับว่าข้าพเจ้าไม่มี
                   “ดูก่อนสหายกามนิต ถ้าเช่นนั้นในโลกที่เห็นอยู่นี้ตามความจริง ท่านก็ไม่สามารถเห็นพระกายอันแท้ของพระพุทธเจ้าได้แล้ว ท่านจะควรกล่าวละหรือว่า พระพุทธเจ้าหรือภิกษุที่หลุดพ้นแล้วจากบาปมลทินทั้งปวงนั้น เมื่อตายแล้วก็สูญ คือไม่มีอะไรเป็นได้อีกต่อไป ในเมื่อท่านไม่มีอำนาจญาณทรรศนะที่จะเห็นพระสาระอันแท้จริงของพระองค์ได้?”
                   กามนิต นั่งนิ่งกุมศีรษะอึดอัดใจ อยู่ครู่ใหญ่ แล้วเกิดปฏิภาณขึ้นมาแวบหนึ่ง ตอบว่า-
                   “แม้ถึงข้าพเจ้าจะไม่มีสิทธิเพื่อกล่าวเช่นนั้นได้ก็จริงอยู่ แต่ก็ยังเห็นความที่ พระพุทธเจ้าทรงนิ่งมิได้แสดงนั้นได้ชัดว่า ถ้าพระองค์มีสิ่งที่จะทรงแสดงให้บังเกิดความปีติเป็นบำเหน็จได้แล้ว พระองค์คงไม่ทรงนิ่งอยู่เท่านั้น เพราะภิกษุซึ่งชนะความทุกข์ ถ้าแจ้งว่า เมื่อตายไปแล้วไม่สูญ จะต้องได้รับบรมสุขเป็นนิรันดรไซร้ ก็ย่อมเกิดปีติเป็น เครื่องหล่อเลี้ยงน้ำใจ ชุ่มชื้นยิ่งขึ้น ไม่แห้งแล้งเสียทีเดียว ตั้งหน้าทำความเพียร
                   “สหาย ท่านคิดเช่นนั้นหรือ? ถ้าหากว่าพระพุทธเจ้ามิได้ชี้ ความดับทุกข์ ว่า เป็นสุดทางปฏิบัติ หรือมิได้สอนให้กำหนดความรู้ความทุกข์เป็นปากทางปฏิบัติก่อน เอาแต่ พร่ำด้วยวิธียกสมบัติสวรรค์ในชาติหน้า มาชม เพื่อล่อใจว่าเมื่อตายแล้วจะไปเกิดใหม่ใน สิบหกชั้นฟ้า ได้เสวยศฤงคารสมบัติในสวรรค์นั้นมีแต่ความสุขได้อย่างใจทุกประการ เพียงเท่านี้จะมีผลเป็นอย่างไร? คงมี สาวก อเนกอนันต์ มีความเชื่อถือ ยินดีรับรองคำสอนไว้โดยเร็ว และคงเพียรพยายามเพื่อความหลุดพ้นจากโลกมนุษย์ด้วยความเต็มใจ แต่หารู้สึกไม่ว่าความเพียรเพื่อหลุดพ้น แต่เป็นไปในการเช่นนี้ย่อมเป็น การรั้งเอาตัณหา คือความร่านกระหาย ติดไปด้วยกันกับตน อย่างแน่นหนา ต้อง วนเวียนไปมาใน เหตุแห่งความทุกข์ แล้ว ก็ได้รับผล คือ ความทุกข์ จะหลุดทุกข์ไปไม่พ้นเลย เปรียบเหมือนสุนัขเฝ้าบ้าน ผูกล่ามไว้กับเสา พยายามจะให้หลุดพ้นเครื่องล่ามไป แต่ก็รั้งเอาเครื่องล่ามนั้นไปด้วยรอบ ๆ เสาก็หาหลุดไปได้ไม่ อุปมาฉันใด ภิกษุผู้ตั้งความเพียรเพียงไรก็ตามแต่เมื่อ รั้งเอาตัณหาต้นเหตุทุกข์มาเพลินใจไว้ด้วย ก็ต้องวนเวียนรับทุกข์แล้วทุกข์เล่าไม่ออกจากภพน้อยภพใหญ่ไปได้ มี อุปไมยอย่างเดียวกัน
                   “ข้อนี้ ข้าพเจ้ายอมรับว่าเป็นอันตรายต่อการหลุดพ้นอยู่เพราะอาจไปรับทุกข์ แต่ก็ยังเห็นว่า ลัทธิที่มาชี้แจงเสียอย่างนี้ย่อมเป็นอันตรายร้ายกว่า เพราะทำให้ความเพียรที่บำเพ็ญมาแต่ต้นหย่อนล้าหมดอยากลงไป เพราะถ้าตายก็สูญไม่ได้ไปเกิดในสถานบรมสุข ไม่ได้รับบำเหน็จที่ลงทุนเพียรเหนื่อยยากมา”
                   “สหาย ถ้าเรื่องจะเป็นอย่างต่อไปนี้ ท่านจะสำคัญอย่างไร? ต่างว่าไฟกำลังไหม้บ้าน” ขณะนั้นหลังคาและไม้เคร่าถูกไฟไหม้ กำลังจะร่วงตกลงมาอยู่แล้ว ถ้านายจะตอบบ่าวว่า “เจ้าออกไปดูก่อน ว่าข้างนอกบ้านฝนตกหรือเปล่า มีพายุหรือเปล่า เดือนมืดหรือเปล่า ต่อฝนไม่ตก พายุไม่มี เดือนไม่มืด ข้าจึ่งจะออกจากบ้านไป”

“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ไฉนผู้เป็นนายจะกล่าวแก่บ่าวอย่างนี้? เพราะบ่าววิ่งเข้ามาปลุกด้วยความตกใจ บอกว่าให้หนีออกจากบ้านไปเพราะไฟไหม้ถึงเคร่าและหลังคากำลังจะตกลงมาอยู่แล้ว”
                  “ก็ถ้าหากว่า ผู้เป็นนายจะตอบว่า “เจ้าออกไปดูก่อนว่าข้างนอกบ้านฝนตก หรือเปล่ามีพายุหรือเปล่า เดือนมืดหรือเปล่า ถ้าฝนไม่ตก พายุไม่มี เดือนไม่มืด ข้าจึ่งจะออกจากบ้านไป” ดั่งนี้ ท่านคงจะเห็นว่าเรื่องที่บ่าวอันซื่อสัตย์มาบอกว่า กำลังเกิดภัย ร้ายแรงอยู่ในบ้านนั้น ผู้เป็นนายคงฟังไม่เข้าใจไม่ใช่หรือ?”
                  “ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าย่อมจะลงความเห็นเป็นเช่นนั้น เพราะคิดไม่เห็นเลยว่า นายไหนจะเป็นบ้าพอถึงกับจะตอบอย่างนั้น”
                  “ถูกแล้ว อาคันตุกะ ตัวท่านในเวลานี้ ก็ เหมือนกับมีเพลิงลุกฮืออยู่รอบศีรษะ เพราะบ้านของท่านกำลังถูกไฟไหม้? ถูก
                  ไฟคือความรักใคร่ยินดี
                  ไฟคือโทสะ และ
                  ไฟคือความหลง
มาเผาอยู่ สกลโลกย่อมถูกไฟนี้เผาผลาญอยู่ สกลโลกอัดแน่นอยู่ด้วยควันไฟนี้ และสกลโลกก็สะท้านไหวจนถึงราก เพราะฤทธิ์ไฟนี้พลุ่งโพลงเต็มกำลังแรง”
                  เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสอธิบายดั่งนี้ กามนิต มี อาการสั่นเทิ้มคล้ายลูกแหง่ที่ได้ยินเสียงบันลือแห่งราชสีห์ในพุ่มไม้ใกล้ตัว ทรุดกายยวบศีรษะตกฟุบอก นั่งนิ่งคอตันเป็นครู่ใหญ่ ครั้นระบายลมหายใจได้บ้างแล้วก็กล่าวด้วย เสียงสั่นแต่กระด้าง ว่า
                  “ตามที่อธิบายมานี้ อย่างไรก็ยังไม่เป็นทางที่ข้าพเจ้าพอใจ พระพุทธเจ้าช่างไม่ทรงแสดงเรื่องที่ข้าพเจ้าอยากจะทราบ เสียเลย
                  ถึงแม้พระองค์สามารถจะทรงชี้แจงได้แต่มิได้ทรงแสดงให้เป็นที่ชื่นใจก็ดี
                  หรือทรงนิ่งเสีย เพราะทรงเห็นว่าจะไม่เป็นเหตุให้พ้นทุกข์ก็ดี
                  หรือว่าพระองค์ไม่ทรงทราบเลยก็ดี
เหล่านี้จะด้วยอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ข้าพเจ้าก็มิได้พอใจด้วยทั้งนั้น เพราะความคิดและความพยายามของมนุษย์ ย่อมมุ่งหาความสุขความบันเทิง เมื่อไม่มีชิ้นอะไร ล่อใจให้หวังเสียก่อน ก็ไม่พยายามทั้งนั้น ว่าก็ทำไมมี และ เมื่อมีพยายามย่อมมีหวัง? แต่นี่ พยายามไปหาความหมดหวัง เรา ไม่ต้อง พยายาม ให้ลำบาก มิดีหรือ? เพราะความสุขความบันเทิงเป็นมูลแห่งธรรมชาติ ไม่ว่าสัตว์หรือมนุษย์ และเพื่อให้สมตามนี้ ข้าพเจ้าได้ยินคำอธิบายของพราหมณ์ว่าดังนี้:-
                  “ต่างว่า ชายหนุ่มคนหนึ่ง เป็นผู้สามารถรับความรู้ว่องไว แข็งแรง มีอำนาจยิ่งกว่าชายหนุ่มทั้งหลาย โลกพร้อมด้วยขุมทรัพย์ที่มีอยู่ตกเป็นสมบัติของชายหนุ่มคนนี้ นี่คือ ความบันเทิงสุขอันควรแก่มนุษยชาติ แต่
                  ความบันเทิงสุขของมนุษย์นี้ร้อยเท่า เป็นความบันเทิงสุขของบุพเปตบุรุษบนสวรรค์
                  ความบันเทิงสุขของบุพเปตบุรุษในสวรรค์ร้อยเท่า เป็นความบันเทิงสุขของเทวดาสามัญ
                  ความบันเทิงสุขของเทวดาสามัญร้อยเท่า เป็นความบันเทิงสุขของพระอินทร์
                  ความบันเทิงสุขของพระอินทร์ร้อยเท่า เป็นความบันเทิงสุขของพระปชาบดี
                  ความบันเทิงสุขของปชาบดีร้อยเท่า เป็นความบันเทิงสุขของพระพรหม
นี่คือความบันเทิงสุขอันเลิศ นี้คือวิถีไปสู่ความบันเทิงสุขอันเลิศ”
                  พระพุทธเจ้า “ดูก่อนอาคันตุกะ ทั้งนี้ก็เช่นเด็กไม่เดียงสาคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ เด็กคนนี้ปวดฟันเจ็บร้าวไปหมด พอเห็นแพทย์มีความรู้เชี่ยวชาญก็วิ่งไปหา และบอกถึงความทุกข์ให้ฟังว่า “ข้าพเจ้าขอความกรุณาให้ใช้ความรู้ของท่าน ทำให้รู้สึกเกิดปีติสุขแทนความเจ็บปวดที่มีอยู่ในขณะนี้” แพทย์ตอบว่า “ความรู้ที่มีอยู่ก็คือถอนเหตุเจ็บปวดนั้นเสีย ที่จะทำให้เกิดความสุข ทั้ง ๆ ไม่ถอนเหตุเจ็บปวดเสียก่อนย่อมไม่ได้” แต่เด็กนั้นไม่พอใจคร่ำครวญว่า “ได้ทนความเจ็บปวดรวดร้าวที่ฟันมานานแล้ว จึ่งควรได้รับรสแห่งความบันเทิงสุขแทนและก็ได้ทราบว่ามีแพทย์วิเศษที่สามารถ ทำให้เกิดความสุขได้ โดยไม่ต้องถอนฟันที่เจ็บออก เข้าใจว่าท่านคือแพทย์วิเศษที่อาจทำได้ เมื่อท่านไม่สามารถจะทำได้ก็ต้องไปแพทย์อื่น” ว่าแล้วเด็กคนนั้นก็ไปมีแพทย์เถื่อนทำปาฏิหาริย์เล่นกลได้มาจาก แคว้นคันธาระ ตีกลองร้องโฆษณาว่า “ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง ความไม่มีโรคเป็นที่มุ่งของมนุษย์ ผู้ใดมีความเจ็บป่วยทนทุกขเวทนาร้ายแรงเพียงไร ก็อาจรักษาให้กลับเป็นผู้มีแต่ความสุขความบันเทิงทั่วสรรพางค์กายได้ โดยเสียค่ารักษาอันย่อมเยา” เด็กเจ็บฟันวิ่งไปหาแพทย์เล่นกล และขอให้ช่วยเปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นความบันเทิงสุขด้วย แพทย์เล่นกลก็อวดอ้างและรับรองว่า ตนมีความรู้ความชำนาญในทางนี้ ว่าแล้วเรียกเงินค่ารักษาเสียก่อน เอานิ้วแตะที่ฟันเสกคาถาอาคมตามพิธี เด็กนั้นรู้สึกหายเจ็บปวด วิ่งกลับบ้านโดยความ แช่มชื่นรื่นเริงเป็นความสุข
                  “ต่อมาไม่ช้า ครั้นความรู้สึกเป็นความสุขนั้นค่อยจืดจางลงไปความเจ็บปวดก็มาแทนที่อีก ทั้งนี้เพราะอะไร? ก็เพราะไม่ถอนเอาต้นแห่งความปวดนั้นออกเสียก่อน
                  “ดูก่อนอาคันตุกะ แต่ต่างว่า ชายคนหนึ่งเจ็บปวดฟันสาหัส แต่เป็นผู้มีความคิด ได้ไปหาแพทย์ผู้มีความชำนาญ แพทย์บอกว่าจะต้องจัดการที่ตรงฟันปวดจึ่งจะได้ ชายคนนั้นบอกว่าก็มีความต้องการอย่างนั้น แพทย์จึงตรวจดูฟันที่เห็นต้นเหตุว่าที่ปวดเป็นเพราะเหงือกอักเสบ ได้แนะนำให้เอาปลิงเกาะดูดเลือดร้ายออกมาเสียก่อนแล้วเอายาพอก ชายผู้นั้นทำตามแนะนำ ความเจ็บปวดก็หายขาด ไม่กลับมาอีก ทั้งนี้เพราะอะไร? ก็เพราะถอนเอาต้นเหตุแห่งความเจ็บปวดออกเสีย”
                  เมื่อพระศาสดาทรงชักอุทาหรณ์ขึ้นเปรียบเทียบ ดั่งนี้ กามนิต นั่งนิ่งคอตกหมดปฏิภาณไม่ทราบว่าจะโต้อย่างไร แต่ก็ยังไม่ยอมตนที่จะ เป็นเหมือนเด็กไม่เดียงสาในอุทาหรณ์ ในที่สุดสงบอารมณ์อันปั่นป่วนได้แล้วก็ถามเสียงกระเส่า ๆ ว่า
                  “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ! ข้อความที่กล่าวมาทั้งนี้ท่านได้ยินมาจาก พระโอษฐ์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยตนเองหรือ?”
                  พระพุทธเจ้าทรงยิ้มน้อย ๆ ซึ่งพระอาการเหล่านี้นาน ๆ จักมีสักครั้งหนึ่ง ตรัสตอบว่า “ดูก่อนภราดา เราบอกไม่ได้ว่า ได้ยินมา จากโอษฐ์พระศาสดาเอง
                  เมื่อกามนิตได้ฟังดั่งนี้ ก็มีอาการโล่งใจหายหดหู่ ตัวมีดวงตาแจ่มใสขึ้น เสียงก็หายกระเส่า ออกอุทานว่า
                  “นั่นนะซี! ข้าพเจ้าไม่แน่ใจในคำกล่าวของท่านมาก่อนแล้ว บัดนี้รู้แล้วว่า คำอธิบายที่ท่านกล่าว หาใช่ ถ้อยคำของพระพุทธเจ้าไม่ แต่เป็นโวหารอ้อมค้อมที่ท่านนึกเฉลยเอาเองโดยความเข้าใจผิด แท้จริงธรรมของพระพุทธเจ้าย่อมอำนวยผลประโยชน์ ในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และ ในที่สุด? ดั่งนี้ใครอาจกล่าวหลู่หลักธรรมอันนั้นได้ ว่ามิได้อำนวยผลบันเทิงสุขอย่างยอดเยี่ยมให้? อย่างไรก็ดี ในอีกสองสามสัปดาห์ ข้าพเจ้าก็จะได้เฝ้าพระศาสดาแทบพระบาทมูล แล้วรับเอาซึ่งพระธรรมเพื่อหลุดพ้นโดยตรงจากพระโอษฐ์เอง เหมือนดั่งทารกที่ได้ดูดสิ่งโอชาอันชุ่มชื่นจากอกมารดาเองฉะนั้น และท่านก็จะได้ไปเฝ้าด้วย แล้ว รับพระธรรมอันแท้จริง ตัวท่านก็จะเปลี่ยนความเข้าใจอันกวัดแกว่งนี้เสียได้ เชิญท่านดู ดวงจันทร์อันแหว่งที่เลื่อนลอยไปถึงแนวชายคาหอนั่งแล้ว คงเป็นเวลาดึกมากอยู่ ควรที่เราจะพักผ่อนนอนกันเถิด”
                  พระพุทธเจ้าตรัสว่าดีแล้ว พลางทรงชักพระอุตราสงค์คลุมพระกายแนบแน่นเป็นปริมณฑล เอนองค์ลงเหนือพระสันถัตในอาการสีหไสยา พระหัตถ์ขวาหนุนพระเศียร พระบาทซ้ายซ้อนเหลื่อมพระบาทขวา ทรงกำหนดเวลาที่จะเสด็จตื่นบรรทม ดำรงพระสติสัมปชัญญะเข้าสู่ภวังคนิทรารมณ์.


จากผู้เขียน
                   บทนี้มิได้ดัดแปลง หรือ สรุป หรือ ย่อ ข้อความใด ๆ คัดลอกมาจากหนังสือโดยตรง 
                   เป็น ธรรมะ ที่สาธุชนได้เรียนรู้กันมานานแล้ว นำเสนอในหนังสือ กามนิต ( ภาคพื้นดิน ) ของ เสฐียรโกเศศ – นาคะประทีป


ที่มา : http://www.rta.mi.th/chukiat/story/child1.html