You are here:

สมถกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน

สมถกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน

     นับว่าเป็นวาสนาบารมีของท่าน ที่เกิดความสนใจในการฝึกเรียนวิชาธรรมกายก่อนอื่น
     ขอให้ท่านได้โปรดทำความเข้าใจ ในหลักวิชาของพระพุทธศาสนาเสียก่อน เป็นอันดับแรกว่า
     วิชาในพระศาสนามีอยู่ 2 อย่าง คือ
    
1.สมถกรรมฐาน และ
     2.วิปัสสนากรรมฐาน
    
     คำว่า "กรรมฐาน" แปลว่า ที่ตั้งแห่งใจ
     คำว่า "สมถะ" คือ การหยุด นิ่ง สงบระงับ ด้วย กาย-วาจา-ใจ
     คำว่า "วิปัสสนา" คือ การเห็นแจ้งในวิชชา เพื่อการทำลายอวิชชาทั้งปวงให้หมดสิ้นไปจากเรา
     ดังนั้น "สมถกรรมฐาน" ก็คือ การนำใจไปไว้ในที่ตั้งเพื่อให้เกิดการ หยุด นิ่ง สงบระงับ
     สมถกรรมฐาน เป็นบาทฐาน หรือ เป็นพื้นฐานของ วิปัสสนากรรมฐาน
     ดังนั้น ก่อนที่จะเรียนวิปัสสนา จึงจำเป็นจะต้องเรียนสมถะให้เป็นขึ้นเสียก่อน
    
     ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า ที่ตั้งของใจอยู่ที่ไหน ?
     ต้องเอาใจไปวาง ไปตั้ง ไว้ที่ไหน ? จึงจะเกิดความสงบระงับ ถูกหลักสมถะ
     เรื่องนี้เราต้องหาคำตอบให้ได้  ถ้าหาไม่ได้ เราก็เรียนต่อไม่ได้
    
    
     เราค้างปัญหาสำคัญเรื่องการหาที่ตั้งของใจเอาไว้ตรงนี้ก่อน
     ขั้นตอนนี้ เราลองมาดูวิธีวางใจ ในการฝึกวิธีต่าง ๆ กันก่อน
     แล้วจึงย้อนกลับมาหาข้อยุติเรื่องที่ตั้งของใจกัน
    
     วิธี "ยุบหนอ พองหนอ"

     วิธีนี้ เราเอาใจของเราเฝ้าสังเกตความเป็นไปของท้องของเรา
     ว่ามีการเคลื่อนที่ขึ้น-ลง อย่างไร เมื่อเราหายใจเข้าออกแล้วเราก็ภาวนาว่า ยุบหนอ-พองหนอ
     ไม่เพียงแค่นั้น เราก็เอาใจไปเฝ้าสังเกตอิริยาบทต่าง ๆเช่น เมื่อเราจะก้าวเท้าเดิน เราก็สังเกตว่า
     ต้องมีการยกเท้า ย่างก้าว วางเท้า เหยียบลงไป แล้วก็เตรียมก้าวต่อ เราก็ภาวนาว่า
     ยกหนอ ย่างหนอ ก้าวหนอ เหยียบหนอ เป็นต้นเราทำอย่างนี้ แล้วเราก็บอกกับตัวเราเองว่า สงบหนอ ๆ
     ดูแล้ว ก็พอจะเข้าเค้าสมถะกรรมฐาน คือ เอาใจไปไว้ในที่ตั้งเพื่อให้ใจสงบแต่ข้อสังเกตก็คือว่า
     เราต้องเอาใจไปตั้งไว้ในที่ตั้งที่อยู่นอกตัวทั้งสิ้นแม้การสังเกตการพอง-ยุบ ของท้อง
     นั่นก็ยังเป็นการเอาใจไปตั้งไว้ที่ภายนอกตัวข้อสรุปสำหรับวิธีนี้ก็คือ เอาใจไปตั้งไว้ในที่ต่าง ๆ
    อย่างไม่แน่นอน และ เป็นการเอาใจไปไว้นอกตัวทำให้เราเกิดข้อสงสัยตามมาว่า อย่างนี้ จะเป็น

     อย่างนี้ จะเป็นวิธีที่ถูกต้องตามหลักสมถกรรมฐานหรือเปล่า
     กาย-วาจา-ใจ ของเราสงบลงจริงหรือ นี่คือสิ่งที่ควรคิด


    วิธี "พุทโธ"

     วิธีนี้ เราเอาใจของเราเฝ้าสังเกตลมหายใจเข้า-ออก ตามท่อลมหายใจ ตามสังเกตดูไป
     จนกระทั่งเห็นลมหายใจเป็นสาย จะสีขาวสีอะไรก็ว่าไปสังเกตต่อไป จนกระทั่ง ไม่รู้สึกถึงลมหายใจ
     มันโล่งไปหมด มันปิติ มันขนลุกขนพอง รู้สึกเหมือนตัวลอยได้ เหมือนตัวโตคับพองห้อง เป็นต้น
     อย่างนี้ มันก็พอจะเข้าเค้าสมถกรรมฐาน แต่ข้อสังเกตก็คือว่า ไม่มีที่ตั้งของใจที่แน่นอน
     วิ่งไปวิ่งมาตามลมหายใจเข้าออกทำให้เราเกิดข้อสงสัยตามมาว่า 
     อย่างนี้ จะเป็นวิธีที่ถูกต้องตามหลักสมถกรรมฐานหรือเปล่า
     กาย-วาจา-ใจ ของเราสงบลงจริงหรือ นี่คือสิ่งที่ควรคิด

     หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ
     ท่านได้เพียรพยายามฝึกใจในวิธีต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะวิธี "พุทโธ" ท่านทำอยู่นานเป็นสิบปี
     แต่ก็ไม่ปรากฏว่า ท่านเกิดความก้าวหน้าแต่อย่างใดท่านที่ยังไม่รู้จักคุ้นเคยกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ
     ท่านคงยังไม่ทราบว่าหลวงพ่อ ฯ เป็นนักเรียน นักศึกษา พระศาสนาที่มีความวิริยะ อุตสาหะ มาก

     ท่านเรียนจนถึงขั้นเปรียญธรรม ท่านจึงสามารถแปลบาลีได้  อ่านคัมภีีร์วิสุทธิมรรคได้ ท่านเพียรฝึก
     เพียรตรวจสอบกับหลักธรรมทั้งหลายแล้ว ก็ยังไม่ปรากฏว่าถูกต้องจนท่านพอใจวันหนึ่ง ท่านพบว่า
     เมื่อจังหวะที่ลมหายใจเข้า และ ลมหายใจออก มันเท่ากัน ในกลางท้อง ท่านก็เห็นดวงใส 
     สว่างขึ้่นมาแว่บหนึ่ง ท่านจึงประกอบเหตุ สังเกตผล โดยไม่ส่งใจวิ่งไปตามลมหายใจ
     แต่กลับเอาใจไปหยุดเอาไว้ตรงที่สุดลมหายใจในกลางท้องท่านก็เห็นดวงใสปรากฏขึ้น

     เป็นดวงใส แจ่ม สว่าง อยู่ในกลางท้องของท่านนั่นแหล่ะ ต่อไป เมื่อท่านเอาใจไปหยุด นิ่ง
     ในกลางดวงใสนั้นท่านก็พบ "กลาง" หรือที่ภาษาพระท่านเรียกว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" เมื่อเห็นกลางแล้ว 
     ท่านก็เดินใจของท่านต่อไป คือ เข้าไปในกลางนั้นจนกระทั่งเข้าถึงพระรัตนตรัย 
     เข้าถึงผังจริงของพระพุทธศาสนาเข้าถึงทางไปของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ทั้งหลายตรงนี้
     เทียบเคียงกับหลักในบาลีได้ดังนี้

     "สมโถ ภาวิโต กิมตฺถ มนุโภติ      (สมถะ คือความสงบระงับ เมื่อเป็นขึ้นแล้วต้องการอะไร)
     จิตตํ ภวิยติ                               (ต้องการให้จิตเป็นขึ้น)
     จิตตํ ภาวิตํ กิมตฺถ มนุโภติ          (จิตเมื่อเป็นขึ้นแล้ว ต้องการอะไร)
     โย ราโค โส ปหียติ                    (ความกำหนัดยินดีอันใดในจิตใจ ย่อมหมดสิ้นไป)"
     พิจารณาตรงที่ว่า จิตฺตํ ภวิยติ ที่ว่าให้จิตเป็นขึ้นจิตเป็นขึ้นเป็นอย่างไร ก็คือ มันใสขึ้น สว่างขึ้น
     ก็อย่างที่หลวงพ่อ ฯ ท่านเห็นดวงใสขึ้นนั่นเอง ตรงนี้ ก็ตรงกับหลักโอวาทปาติโมกข์ที่ว่า
     สจิตฺต ปริโยทปนํ (การทำใจให้สว่างใส) อีกแปลว่า ท่านเดินมาถูกทาง มีหลักเป็นบาลีรับรอง
     ไม่ได้เกิดจากการเห็นอย่างเพ้อฝัน หรือนึกเอาเอง จินตนาการไปเอง เป็นตุเป็นตะไป
     มาถึงตรงนี้ ลองหันไปดูหลักของสมถกรรมฐานดูบ้าง ว่ามีถึง 40 วิธี ได้แก่
     กสิน 10 วิธี                    (เพ่ง น้ำ ดิน ไฟ อากาศ แสงสว่าง ฯลฯ มาเป็นอารมณ์)
     อนุสสติ 10                    (เพ่ง คุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ฯลฯ มาเป็นอารมณ์)
     อสุภภะ 10                     (เพ่งซากศพ 10 อย่างมาเป็นอารมณ์)
     พรหมวิหาร 4                 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)
     อรูปฌาน 4                     (อาการสาันัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ ฯลฯ)
     อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1     (สิ่งปฏิกูลที่น่าเกลียด)
     จตุธาตุววัตถาน 1             (ได้แก่ ธาตุทั้ง 4 คือ น้ำ ดิน ไฟ ลม ที่มาประชุมกัน)
     เหตุที่มีจำนวนวิธีมากถึง 40 อย่างนั้น ก็เพื่อ ให้ถูกกับจริตของผู้ฝึก เช่น ผู้ที่ใจร้อน
     ก็เหมาะที่จะเลือกฝึกกสิณน้ำ เพราะสามารถทำให้ใจถูกปรับให้สงบลงได้ เป็นต้น
     และ เมื่อเหลียวกลับมาดู ยุบหนอ-พองหนอ และ พุทโธ บ้าง ว่าจะเข้าหลักสมถกรรมฐานใด
     เราจะพบว่า ไม่เข้ากับหลักใด เลยใน 40 วิธี จริงอยู่ว่า วิธี "พุทโธ" มีคำว่าพุทธ อยู่ในคำภาวนา
     แต่วิธีการก็กลับไปพิจารณาลมหายใจ ซึ่งก็ไม่ได้ระลึกถึงพระพุทธคุณแต่อย่างไร และเราจะพบว่า

     ทั้ง ยุบหนอ-พองหนอ และ พุทโธ นั้น ฝึกไปอย่างไร ก็ยังไม่ถึงขั้น จิตตํภวิยติ (จิตเป็นขึ้น)
     ฝึกไปอย่างไร ก็ไม่เห็น มัชฌิมาปฏิปทา       ฝึกไปอย่างไร ก็ไม่เห็น เอกายนมรรค

    
     หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านค้นพบฐานที่ตั้งของใจ
     เหตุนี้ คำถามที่เราติดค้างเอาไว้ที่เนื้อความข้างบน ได้รับการเฉลยแล้ว
     ที่ตั้งของใจอยู่ที่ไหน ตอบว่า อยู่ที่กลางกาย ตรงที่ลมหายใจเข้าและออกมันเท่ากัน
     ก็ตรงที่สุดลมหายใจในกลางท้องนั่นแหล่ะ ที่เดียวกัน
    
     เราจึงเกิดความรู้ต่อไปว่า

     มถกรรมฐานทั้ง 40 วิธีนั้น
     สฝึกไปก็เพื่อให้ใจสลด จะได้ลด คลายกำหนัดลง ใจจะได้สงบ
     เมื่อใจสงบลงแล้วไม่วิ่งวุ่น เราก็จึงเอาใจไปไว้ที่กลางกาย ใจจึงจะได้เป็นขึ้น
     เราจึงจะได้เห็นทางสายกลาง  เราจะได้เห็นมรรค คือทางไปของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์
    
    
     หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านจึงให้เราเจริญภาวนา
     โดยให้เอาใจไปตั้งไว้ที่กลางกาย ซึ่งหลวงพ่อท่านเรียกว่า ศูนย์
     และเมื่อเอาใจไปตั้งไว้ที่นี่แล้ว ก็ต้องรวมใจ คือเอา เห็น-จำ-คิด-รู้ มารวมให้เป็นจุดเดียว
     แต่ใจของเราหยุดยาก หลวงพ่อ ฯ จึงให้เราทำหน้าที่สองอย่างคือ
            1.บริกรรมนิมิต เป็นดวงใส สว่างโชติ อย่างพระจันทร์วันเพ็ญ เต็มดวง
             (ความใส คือ เพ่งอากาศมาเป็นอารมณ์ ใจจะได้สงบ
             ความสว่าง คือ เพ่งแสงสว่างมาเป็นอารมณ์ ใจจะได้สงบ
             เหล่านี้ คือ หลักของกสิณ 10)
             2.บริกรรมภาวนา "สัมมาอะระหัง" ท่องลงไปในกลางดวงใสในบริกรรมนิมิต
             (ระลึกถึงพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ คือ หลักของอนุสสติ 10)
    
     ท่านให้ภาวนาสองอย่างนี้คู่กันไป
     จะเห็น หรือ ไม่เห็น ก็ช่าง
     ให้ใจนึก ให้ใจท่อง คู่กันไปที่ศูนย์กลางกาย
     ทำใ้จให้เหมือนอย่างเด็กไร้เดียงสา ทำไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีเงื่อนไข
     คือ เห็น หรือ ไ่ม่เห็น ก็ทำ
          เห็นชัด หรือ ไม่ชัด ก็ทำ
          ทำไปเพลิน ๆ ๆ จนกระทั่งใจหยุด คือ เห็น-จำ-คิด-รู้ มันมารวมเป็นจุดเดียว
          เมื่อนั่้น จิตของเราจะเป็นขึ้น คือ เห็นเป็นดวงใส สุก สว่าง ปรากฏขึ้นที่ศูนย์
     จากนั้น เราก็เดินใจต่อไปตามหลักวิชาทำได้อย่างนี้ นี่คือหลักของสมถกรรมฐาน
     ไม่ได้เลอะเทอะเหลวไหลเลยมีตำรับตำรา เป็นบาลีรองรับไว้เสร็จสรรพ

     หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านศึกษา ค้นคว้าเอามาให้เราได้เรียนแล้วอยู่ที่เรา ว่า จะเอาอย่างไร
    
     หากท่านเข้าใจ
     ท่านจะไม่ลังเลในการตรึกนึกถึงดวงใสอันเป็นบริกรรมนิมิต
     เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงอุบาย เป็นเพียงเครื่องหมายให้ใจยึดเกาะ
    
     สิ่งสำคัญก็คือ
     1.ตั้งใจ วางใจ ให้ถูกที่ถูกฐาน
     2.บริกรรมนิมิตและบริกรรมภาวนาไปพร้อม ๆ กันให้เพลิน
        ทำใจประดุจหนึ่งเด็กไร้เดียงสา ไม่ต้องการเหตุผล
     3.ขณะที่ทำไป อาจเห็นหรือไม่เห็นอะไรก็เป็นได้ต่อเมื่อใจหยุด
        ใจมารวมเป็นจุดเดียวกันเมื่อไร เมื่อนั้น จิตของท่านจะเป็นขึ้น
     ท่านจะเห็นดวงใสสว่างโชติ สุกปลั่งดั่งพระจันทร์วันเพ็ญ ปรากฏขึ้นที่ศูนย์ของท่าน
     ที่ว่า "เห็น" คือ เห็นอย่างที่ตาเราเห็นแต่การเห็นธรรมนี้ ไม่ได้เห็นด้วยตา
     เป็นการเห็นด้วยใจ คือรู้สึกไปพร้อม ๆ กันด้วย
     เมื่อนั้น ท่านจะหลุดพ้นจากข้อสงสัยทั้งปวงในสิ่งที่ท่านได้ตั้งคำถามมานั้น


     ขออย่างเดียว  ตอนที่เริ่ม

     ขอให้วางความลังเลสงสัย วางเอาไว้ ไม่เอามันติดไปกับเราด้วย
     ทำอย่างเด็กไร้เดียงสาทำ ทำอย่างที่เราเรียนหนังสือตอนเด็ก
     ครูให้หัดเขียน ก.ไก่ เราก็ทำไป ไม่ตั้งแง่สงสัย ครูให้เรียนเลข 1-10-100-1000....
     เราก็ทำไป ไม่ตั้งแง่สงสัยต่อเมื่อเราเขียนเป็น อ่านเป็น ทำเป็นเมื่อนั้น
     เราก็เอาความที่เป็นขึ้นเหล่านั้น ไปใช้งาน คือ เอาไปคำนวณ เอาไปเขียนบทความ

     เป็นต้นใจ ของท่านก็เช่นกันเมื่อฝึกแล้ว จนกระทั่งใจหยุด เมื่อนั้น

ใจของท่านก็จะเป็นขึ้น เมื่อใจหรือจิต เป็นขึ้นแล้ว เมื่อนั้น เราก็เรียนกันต่อไป

 

Joomlart