You are here:

พระพุทธองค์ได้ทรงกล่าวถึงผลของทานว่า ผลของทานขึ้นอยู่กับทั้งผู้ให้และผู้รับ ถ้าผู้ให้มีจิตใจที่บริสุทธิ์มากทานนั้นก็มีผลมาก ถ้าผู้รับมีจิตใจที่บริสุทธิ์มาก ทานนั้นก็มีผลมาก และได้ทรงกล่าวถึงผู้รับประเภทต่าง ๆ ที่ทำให้ผลของทานแตกต่างกัน ดังนี้

บุคคลให้ทานแก่ สัตว์เดรัจฉาน ทานมีผลร้อยเท่า
บุคคลให้ทานแก่ ปุถุชนผู้ทุศีล ทานมีผลพันเท่า
บุคคลให้ทานแก่ ปุถุชนผู้มีศีล ทานมีผลแสนเท่า
บุคคลให้ทานแก่ บุคคลนอกพุทธศาสนาที่ปราศจากความกำหนัดในกาม ทานมีผลแสนโกฏิเท่า
บุคคลให้ทานแก่ ผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุเป็นพระโสดาบัน ทานมีผลมากมายมหาศาลจนประมาณไม่ได้
บุคคลให้ทานแก่ พระโสดาบัน มีผลมากกว่าให้ทานแก่ ผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุเป็นพระโสดาบัน
บุคคลให้ทานแก่ ผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุเป็นพระสกิทาคามี มีผลมากกว่าให้ทานแก่พระโสดาบัน
บุคคลให้ทานแก่ พระสกิทาคามี มีผลมากกว่าให้ทานแก่ผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุเป็นพระสกิทาคามี
บุคคลให้ทานแก่ ผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุเป็นพรอนาคามี มีผลมากกว่าให้ทานแก่ พระสกิทาคามี
บุคคลให้ทานแก่ พระอนาคามี มีผลมากกว่าให้ทานแก่ ผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุเป็นพระอนาคามี
บุคคลให้ทานแก่ ผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ มีผลมากกว่าให้ทานแก่ พระอนาคามี
บุคคลให้ทานแก่ พระอรหันต์ มีผลมากกว่าให้ทานแก่ ผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์
บุคคลถวายทานแก่ พระปัจเจกพุทธเจ้า มีผลมากกว่าให้ทานแก่ พระอรหันต์
บุคคลถวายทานแก่ พระพุทธเจ้า มีผลมากกว่าถวายทานแก่ พระปัจเจกพุทธเจ้า

 ทานที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวนี้ หมายถึง ทานที่เจาะจงให้เฉพาะบุคคลเท่านั้น ส่วนทานที่ถวายแก่สงฆ์ คือ ให้เป็นส่วนรวม ไม่เจาะจงว่าเป็นภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง พระพุทธองค์ก็ตรัสว่ามีผลมากเช่นกัน ได้ทรงกล่าวว่า ในอนาคตกาลจะมีแต่ภิกษุที่เป็นปุถุชน มีผ้าเหลืองพันคอ เป็นคนทุศีล ไม่รู้แจ้งในธรรม คนทั้งหลายได้ถวายทานแก่สงฆ์ในหมู่ภิกษุผู้ทุศีลเหล่านั้น ทานนั้นก็มีผลมากมายมหาศาลจนประมาณไม่ได้เช่นกัน

 การอุทิศส่วนกุศล

 ตามประเพณีของชาวพุทธ เมื่อเราทำบุญเสร็จแล้วก็มักจะอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว หรืออุทิศให้แก่โอปปาติกะ หรือเปรตอสุรกายทั้งหลาย ตามปรกติการอุทิศส่วนกุศลจะทำหลังจากที่ได้ทำบุญเสร็จใหม่ ๆ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถนึกถึงบุญได้ง่าย บุญที่ทำโดยทั่วไปก็จะเป็นการให้ทานแก่สมณพราหมณ์ หรือผู้ที่เป็นคนดีมีศีลธรรม เช่น การตักบาตร ทำบุญเลี้ยงพระ ถวายสังฆทาน ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน บริจาคเงินเพื่อสาธารณประโยชน์ นำอาหารเสื้อผ้าหรือเครื่องใช้ไม้สอยไปให้มิตรสหายที่รักษาศีลปฏิบัติธรรม เป็นต้น ขณะที่ทำบุญต้องทำด้วยความเต็มใจและต้องตั้งใจทำ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ก็หาทางแก้ไขด้วยเหตุผล อย่าให้มีความหงุดหงิดหรือความโกรธเกิดขึ้น ให้ทำบุญด้วยความสบายใจ พยายามทำจิตให้ผ่องใส จึงจะได้บุญมาก

 เมื่อทำบุญเสร็จแล้ว ต่อไปก็เป็นการอุทิศส่วนกุศล การอุทิศส่วนกุศลอาจจะใช้วิธีกรวดน้ำหรือใช้วิธีกล่าวคำอุทิศส่วนกุศลเฉย ๆ ก็ได้ สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าในขณะที่อุทิศส่วนบุญนั้น เราต้องตั้งใจอุทิศให้ด้วยความเต็มใจและจิตต้องสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ การอุทิศส่วนกุศลนั้นจึงจะมีผลมาก ต่อไปนี้จะขอเล่าเรื่องการอุทิศส่วนบุญของพระสารีบุตรให้แก่นางเปรตตนหนึ่งเป็นตัวอย่างพอสังเขป ดังนี้

 มีเปรตตนหนึ่ง รูปร่างน่าเกลียด ซูบผอม เห็นแต่ซี่โครงและเส้นเอ็น มีหนังแตกเป็นริ้วรอยทั่วทั้งตัว ยืนเปลือยกายอยู่ต่อหน้าพระสารีบุตร ผู้ซึ่งเป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสารีบุตรได้ถามนางเปรตว่า ทำกรรมชั่วอะไรไว้จึงได้มาเกิดเป็นเปรตอยู่ในสภาพเช่นนี้ นางเปรตจึงเล่าว่า ตอนที่ตนเป็นมนุษย์อยู่นั้น มิตรสหายได้ชักชวนให้ทำบุญทำทาน ตนก็ไม่ได้ทำแต่อย่างใด เมื่อตายจากโลกมนุษย์จึงมาเกิดเป็นเปรตเปลือย ได้รับความทุกข์ยาก อดอยากหิวโหยอยู่ตลอด 500 ปี และนางเปรตนั้นก็ได้ของความอนุเคราะห์ให้พระสารีบุตรทำทานแล้วอุทิศกุศลให้ตน พระสารีบุตรก็รับคำ ต่อมาพระสารีบุตรได้ถวายข้าวคำหนึ่ง ผ้าขนาดเท่าฝ่ามือผืนหนึ่ง และน้ำดื่มขันหนึ่ง แก่ภิกษุรูปหนึ่งแล้วอุทิศส่วนบุญไปให้นางเปรตตนนั้นก็ได้รับอาหาร น้ำและเครื่องนุ่งห่มทันที ภายหลังนางเปรตซึ่งกลับมีร่างกายอันบริสุทธิ์ งดงาม สวมอาภรณ์อันวิจิตร มีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว ได้มาหาพระสารีบุตร พระสารีบุตรเห็นจึงถามนางเทพธิดานั้นว่าเป็นใคร ทำกรรมอะไรไว้จึงมีความงดงามเช่นนี้ นางเปรตก็ตอบว่าตนคือนางเปรตที่เคยมาขอให้พระสารีบุตรอุทิศส่วนบุญให้ และกล่าวว่า เพราะผลของการให้ข้าวคำหนึ่ง ทำให้ตนมีอาหารอย่างดีบริโภคนานนับพัน ๆ ปี ผลของการให้ผ้าเท่าฝ่ามือ ทำให้ตนมีเครื่องนุ่งห่มอย่างดีมากมายห้อยอยู่ในอากาศ เลือกนุ่งห่มได้ตามชอบใจ ผลของการให้น้ำขันหนึ่งทำให้ตนมีสระโบกขรณี มีน้ำใสสะอาด ดาดาษไปด้วยดอกบัว มีความร่มรื่นยิ่งนัก และกล่าวว่า ที่ตนมานี้ก็เพื่อมาไหว้พระสารีบุตร ที่ได้มีเมตตาอุทิศส่วนกุศลให้ตน

 ควรมีสัมมาทิฏฐิ

 สัมมาทิฏฐิ หมายถึง ความเห็นชอบ หรือความเห็นที่ถูกต้อง มีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า มิจฉาทิฏฐิ ซึ่งแปลว่าความเห็นผิด ทุกคนที่เกิดมาย่อมมีความเห็นในเรื่องต่าง ๆ แตกต่างกันออกไป บ้างก็ถูก บ้างก็ผิด พระพุทธองค์ตรัสว่า คนเราควรมีความเห็นที่ถูกต้อง ความเห็นที่ถูกต้องก็ได้แก่ เห็นว่าการให้ทานมีผล การบูชาสังเวยบวงสรวงมีผล กรรมดีกรรมชั่วมีผล มีโลกนี้โลกหน้า บิดามารดามีคุณ มีสัตว์ที่เป็นโอปปาติกะ มีสมณพราหมณ์ที่ปฏิบัติชอบ มีปัญญารู้แจ้งในเรื่องโลกนี้โลกหน้า ผู้ที่รู้อย่างนี้ เข้าใจอย่างนี้ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความเห็นที่ถูกต้อง เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ คำว่า สัมมาทิฏฐิในที่นี้ มีความหมายต่างจากคำว่าสัมมาทิฏฐิในมรรค 8 คำว่าสัมมาทิฏฐิในมรรค 8 นั้น หมายถึง ปัญญา ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติธรรม

ที่มา:http://www.oknation.net/blog/Duplex/2009/04/04/entry-6

Joomlart